ตลาดเก่าโคยกี๊ตั้งอยู่ในอำเภอเมืองราชบุรี เป็นตลาดแบบถนนคนเดินบริเวณถนนวรเดชเลียบแม่น้ำแม่กลอง แต่เดิมพื้นที่บริเวณนี้เป็นย่านการค้าแห่งใหญ่ของเมืองราชบุรี เพราะอยู่ติดริมน้ำจึงสะดวกในการขนส่ง และยังเป็นตลาดค้าโอ่งมังกรซึ่งเป็นของดีประจำจังหวัดราชบุรี แต่ต่อมาตลาดได้ปิดตัวลงเนื่องจากการเปลี่ยนแปลงไปของการคมนาคมที่มีการขยายถนนตัดผ่านหลายเส้นทาง ทำให้การสัญจรทางน้ำไม่ได้รับความนิยมเหมือนแต่ก่อน ทางเทศบาลจังหวัดราชบุรีจึงได้จัดให้มีตลาดถนนคนเดินขึ้น เพื่อช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจภายในชุมชนให้กลับมาคึกคักอีกครั้ง โดยภายในตลาดมีสินค้าหลากหลายอย่าง เช่น ผลิตภัณฑ์OTOP อาหารท้องถิ่น งานหัตถกรรม และของที่ระลึกต่างๆ ตลาดเก่าโคยกี๊จะเปิดในช่วงเย็นไปถึงค่ำของวันศุกร์ วันเสาร์ และวันอาทิตย์
2. ชุมชนรางบัว
ประวัติความเป็นมาของชาวไท-ยวนจังหวัดราชบุรี
ก่อนปีพุทธศักราช 2347 คนไทยเชื้อสายไท-ยวน ที่มีความเจริญรุ่งเรืองในชื่อ “โยนกเชียงแสนนคร” มีบ้านเรือนอยู่ในเมืองเชียงแสน (ปัจจุบันคือ อําเภอเชียงแสน จังหวัดเชียงราย)
จากหลักฐานทางประวัติศาสตร์หลายฉบับ อาทิพงศาวดารโยกนก พระราชพงศาวดารกรุงรัตนโกสินทร์รัชกาลที่2 พระราชพงศาวดารฉบับพระราชหัตถเลขา ไทยรบพม่า ฯลฯ ได้กล่าวถึงการศึกสงครามที่เมืองเชียงใหม่ในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก ครั้งนั้นพระยากาวิละ เจ้าเมืองเชียงใหม่มีใบบอกแจ้งมายังกรุงเทพฯว่า พม่ายกกองทัพจะมาตีเมืองเชียงใหม่ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชจึงทรงมีพระบรมราชโองการให้กรมพระราชวังบวรมหาสุรสิงหนาทเสด็จขึ้นไปบัญชาการศึก มีสมเด็จพระเจ้าหลานเธอเจ้าฟ้ากรมหลงเทพหริรักษ์กับพระยายมราช คุมกองทัพหลวงกรมขุนสุนทร ภูเบศร์กับพระองค์เจ้าลาดวน พระองค์เจ้าอินทปัตคุมกองทัพวังหน้าขึ้นไปช่วยกองทัพของวังหน้า เข้าตีค่ายพม่าแตกพ่าย ทัพพม่าหนีไปซ่องสุมกําลังพลที่เมืองเชียงแสน ส่วนกองทัพหลวงซึ่งนาทัพโดยสมเด็จพระเจ้าหลานเธอ เจ้าฟ้ากรมหลวงเทพหริรักษ์และพระยายมราช ซึ่งทําการรบไม่เข้มแข็งรวมทั้งกองทัพเจ้าอนุจาก เวียงจันทน์ก็มาไม่ทันกรมพระราชวังบวรมหาสุรสิงหนาท
ในปีพ.ศ. 2347 กองทัพกรมหลวงเทพหริรักษ์ กองทัพเมืองเวียงจันทน์ พร้อมด้วยกองทัพเมืองล้านนายกขึ้นไปตีเมืองเชียงแสน กองทัพที่ได้รับพระบัญชาให้เข้าตีพม่าที่เมืองเชียงแสน พระองค์โปรดเกล้าฯ ให้กองทัพเมืองหลวง น่าน ลําปาง เชียงใหม่และเวียงจันทน์ขับไล่พม่าออกไปจากเมืองเชียงแสน และทําลายเมืองเชียงแสนทิ้ง พร้อมกันนั้นรัชกาลที่ 1 ได้โปรดเกล้าฯให้เคลื่อนย้ายชาวเชียงแสนทั้งหมด โดยแบ่งให้กองทัพทั้งห้านําไปไว้ ณ เมืองดังกล่าว ในส่วนที่ติดตามกองทัพหลวงลงมากรุงเทพฯ
ในพระราชพงศาวดารกรุงรัตนโกสินทร์รัชกาลที่1 กล่าวว่า กองทัพได้ครอบครัว 23,000 คนเศษ ก็รื้อกําแพงเผาบ้านเมืองเสีย แล้วแบ่งปันครอบครัวกันเป็น 5 ส่วน ให้ไปเมืองเชียงใหม่ส่วน 1 เมืองนครลําปางส่วน 1 เมืองน่านส่วน 1 เมืองเวียงจันทร์ส่วน 1 อีกส่วนหนึ่งถวายลงมากรุงเทพฯ พระองค์โปรดให้ตั้ง บ้านเรือนอยู่เมืองสระบุรีขณะที่ผ่านลุ่มแม่น้ำป่าสัก (บริเวณอําเภอเสาไห้จังหวัดสระบุรีส่วนที่เหลือเดินทาง มาพํานักชั่วคราวที่กรุงเทพฯ ระยะหนึ่งบริเวณบางขุนพรหม จากนั้นได้โปรดเกล้าฯ ให้เคลื่อนย้ายมาตั้งหลักแหล่งอยู่ที่ราชบุรี บ้านไร่นทีริมฝั่งขวาของแม่น้ําแม่กลอง ออกไปจากตัวเมืองราชบุรีทางทิศตะวันออก เป็นแหล่งแรกในการตั้งบ้านเรือนของชาวเมืองเชียงแสน ต่อมาครัวเรือนมากขึ้น จึงขยายไปตั้งบ้านเรือนหาแหล่งทํากินอีกหลายพื้นที่ในจังหวัดราชบุรี เช่น คูบัว ดอนตะโก ห้วยไผ่ ดอนแร่ หินกลอง ห้วยปลาดุก หนองโพ บางกะโด หนองปลาหมอ รางบัว นาขุนแสน ทุ่งหลวง หนองนกกระเรียน ที่นครปฐม เช่น บ้านทัพหลวง กาญจนบุรีเช่น บ้านรางสาลี่ บ้านแปดหลัง ไทรโยค พุมุด พุเตย ฯลฯ ต่อมาเมื่อพื้นที่ไม่พียงพอต่อการ เพาะปลูกและการอยู่อาศัย ชาวไท-ยวนส่วนหนึ่งได้ครัวเรือนออกจากที่เดิมหลายพื้นที่ เช่น อําเภอเมืองราชบุรี ที่ตําบลคูบัว ตําบลดอนตะโก ตําบลอ่างทอง ตําบลดอนแร่ตําบลห้วยไผ่ตําบลเจดีย์หัก ตําบลหินกอง อําเภอ บ้านโป่งที่ตําบลหนองปลาหมอ อําเภอปากท่อที่ตําบลอ่างหิน ตําบลทุ่งหลวง ตําบลบ่อกระดาน อําเภอบางแพ ที่ตําบลวัดแก้ว บ้านหลวง อําเภอจอมบึงที่บ้านชัฏใหญ่ ทุ่งกว้าง รางอาว อําเภอสวนผึ้งที่ตําบลท่าเคย นาขุน แสน ทุ่งแหลม หนองขาม บ้านป่าหวาย บ้านชัฏหนองหมีบ้านนาไฮ่เดียว บ้านหนองกลางเนิน เป็นต้น
คําว่า ยวน โยน ยูน โยนก
คําว่า ยวน เป็นคําที่ชาวล้านนาในอดีตใช้เรียกตนเอง บ้างก็เรียกว่า ไตยวน และเรียกภาษาที่พูดนี้ว่า ภาษายวน ส่วนคนไทยใหญ่ซึ่งเป็นประชากรส่วนใหญ่อยู่ในรัฐฉานของพม่า อันเป็นดินแดนติดต่อกับล้านนา หรือภาคเหนือของไทย เรียกชาวล้านนาและรวมไปถึงชาวล้านช้างทางฝั่งตะวันออกของแม่น้ําโขงว่า โยน หรือ กนโยน (คนโยน) เช่น เรียกชาวเชียงใหม่ว่า โยน เจียงใหม่ เรียกชาวลําปางว่า โยน ลคอ เป็นต้น รูปอักษรไทใหญ่เขียนเป็นคําว่าโยน เป็น ตัวเขียน เมื่องแปลงอักษรตามการเขียนจะได้รูปว่า ยูน แต่ ในภาษาไทใหญ่ไม่ออกสียงสระอูชัดเหมือนที่ไทยกรุงเทพฯออกเสียง คือ ออกเสียงกึ่งสระอูและกึ่งสระโอ คําว่า โยนก สันนิษฐานว่าคนได้แบบอย่างการเติมปัจจัย –ก แบบบาลีสันสกฤต เพื่อเน้นหรือระบุว่า เป็นคํานาม เช่น โฆษ + ก เป็น โฆษก เมื่อใช้ว่า โยนก จึงมีความหมายว่า คน (คนยวน) หรืออาณาจักร (อาณาจักรโยนก) อย่างที่พระยาประชากิจกรจักรใช้ชื่อหนังสือว่า “ตํานานโยนก”
ความหมายในสังคมไทย ยวน เป็นทั้งชื่อกลุ่มคนและชื่อภาษา ซึ่งเป็นภาษาตระกูลไท มีมากย่านเมือง เชียงแสน เชียงราย และอาณาจักรล้านนาตอนบน ตลอดถึงเมืองเชียงตุง เมืองลาในพม่า และตอนใต้ของจีนที่ มีอาณาเขตติดต่อทั้งกับพม่า ไทย ลาว และเวียดนาม
ประวัติความเป็นมาของชาวไท-ยวนบ้านรางบัว ตําบลรางบัว อําเภอจอมบึง จังหวัดราชบุรี
เมื่อประมาณ พ.ศ.2410 นายแก้ว ชมภูพันธ์ กับนางคับ ชมภูพันธ์สองสามีภรรยามีภูมิลําเนาเดิมที่ ต.ห้วยไผ่ อ.เมือง จ.ราชบุรีอาชีพค้าขาย ได้เดินทางทําการค้ากับต่างแดนในที่ห่างไกล กล่าวคือ บ้านน้ําพุ, บ้านมะขามเอน, บ้านชัฏป่าหวาย, บ้านท่าเคย และบ้านบ่อ (อําเภอสวนผึ้งปัจจุบัน) โดยใช้เกวียนเทียมโคเป็นพาหนะ เมื่อถึงเวลาพักเกวียน (ภาษาไท-ยวน ออกเสียงว่าเกียน) ได้หยุดพักที่รางบัวซึ่งมีลักษณะเป็นลํารางมีดอกบัวแดง (บัวสาย) ขึ้นอยู่เต็มลําราง นายแก้ว และนางคับ ชมภูพันธ์ ได้สังเกตเห็นว่า เป็นพื้นที่ที่เหมาะสม แก่การอยู่อาศัย และทําการประกอบอาชีพเกษตรกรรม เมื่อเสร็จสิ้นภารกิจค้าขายที่บ้านบ่อแล้ว จึงเดินทาง กลับ บ้านห้วยไผ่ ตําบลห้วยไผ่ อําเภอเมือง แล้วได้ชักชวนบุตร-ธิดา ของตนประกอบด้วย นายเกิด ชมภูพันธ์ นางลอย ศรีคํา นางเที่ยง ศรีคํา นายคํา ชมภูพันธ์ และ นายเคี้ยม ชมภูพันธ์ พร้อมด้วยญาติมิตรในสกุลศรีคํา สกุลคําเลิศ สกุลกองแก้ว และสกุลจันมูล ย้ายมาจับจองที่อยู่อาศัย และทํากิน พร้อมทั้งร่วมกันสร้างบ้านเรือนมั่นคงขึ้น ใน พ.ศ.2420
ต่อมาก็ได้ฝังหลักบ้าน พร้อมทั้งได้ทําพิธีอัญเชิญวิญญาณของบรรพบุรุษมาสถิต กล่าวคือศาลเจ้าแม่ บัวคํา มาเป็นขวัญและมงคลของหมู่บ้าน ดังหลักฐานปรากฏ ณ ศาลาอเนกประสงค์ในปัจจุบัน ครั้นบ้านเมือง เจริญขึ้น หลวงปู่ทิม ก่อสร้างศาสนสถาน และให้ชื่อตามหมู่บ้านว่า “วัดรางบัว” หลังจากนั้น จึงได้มีผู้คนย้ายตามกัน มาอยู่อาศัยหนาแน่นขึ้น จึงได้มีการแยกย้ายกันสร้างบ้านเรือน โดยสกุลศรีคํา เลือกทําเลที่มีลํารางเต็มไปด้วยดอกอาว (ดอกกระเจียว) ให้ชื่อหมู่บ้านว่า “รางดอกอาว”(หมู่ 1 ตําบลรางบัว) สกุล คําเลิศ เลือกทําเลที่รกชัฏและกว้างใหญ่ ให้ชื่อหมู่บ้านวา “บ้านชัฏใหญ่” (หมู่ 3 ตําบลรางบัว) สกุลกองแก้ว เลือกทําเลที่เป็นหนองน้ำมีนกกระเรียนชุกชุม ให้ชื่อหมู่บ้านว่า “บ้านหนองนกกระเรียน (หมู่ 4 ตําบลรางบัว)
เมื่อบ้านเมืองเจริญขึ้น บ้านรางบัวจึงได้รับการจัดตั้งให้เป็นหมู่บ้าน หมู่ที่ 6 ขึ้นกับตําบลจอมบึง อําเภอจอมบึง จังหวัดราชบุรีครั้นเมื่อ พ.ศ.2508 นายประกิต พิณเจริญ นายอําเภอคนแรกของ อําเภอ จอมบึง ได้แยกบ้านรางบัว หมู่ที่ 6 จัดตั้งขึ้นเป็นตําบลใหม่เพื่อความสะดวกในการปกครอง ให้ชื่อตําบลตามหมู่ที่หกเดิมว่า ตําบลรางบัว กับใช้เลขประจําหมู่บ้านเดิม คือ หมู่ที่ 6 บ้านรางบัว
ชุมชนรางบัวหรือชุมชนวัดรางบัว ตั้งอยู่ที่ตำบลรางบัว อำเภอจอมบึง จังหวัดราชบุรี มีระยะทางห่างจากตัวเมืองราชบุรี ประมาณ 35 กิโลเมตร เป็นชุมชนเก่าแก่ชุมชนหนึ่งของจังหวัดราชบุรี โดยสมาชิกชุมชนส่วนใหญ่เป็นกลุ่มชาติพันธุ์ไทยวนที่เป็นผลมาจากการย้ายถิ่นจากชุมชนคูบัว อำเภอเมือง จังหวัดราชบุรี
การประกอบอาชีพชาวรางบัว
คนชุมชนรางบัวมีความโดดเด่นในการสืบทอดด้านการทอผ้าจก ซึ่งเป็นมรดกทางภูมิปัญญาของชาวไทยวน การทอผ้าจกของชาวรางบัวในปัจจุบันมีลวดลายที่สวยงาม ถักทอด้วยความประณีตพิถีพิถันและสร้างคุณค่าทางวัฒนธรรมที่ยังคงสืบทอดมาจนถึงปัจจุบัน โดยยังคงรักษาอัตลักษณ์ดั้งเดิมในลาดลาย เช่นเดียวกันกับชุมชนคูบัว คือ ลายหน้าหมอน ลายกาบ ลายกาบซ้อนหัก ลายกาบดอกแก้ว ลายดอกเซีย ลายโก้งเก้ง ลายโก้งเก้งซ้อนเซีย และลายหักนกคู่ แต่ลาดลายที่นิยมทอมากที่สุก คือ ลายกาบดอกแก้ว จนอาจกล่าวได้ว่า ผ้าจกลายกาบดอกแล้วเป็นอัตลักษณ์ของผ้าจกชุมชนวัดรางบัว
ประวัติความเป็นมา และวิถีชีวิตชาวชุมชนรางบัว จังหวัดราชบุรี